วิธีแก้ปัญหาเน็ต Wifi ช้า ไม่เสถีียรให้กลับมาลื่นปรู๊ดปร๊าด

วิธีแก้ปัญหาเน็ต Wifi ช้า ไม่เสถีียรให้กลับมาลื่นปรู๊ดปร๊าด

หนึ่งในปัญหาที่คนยุคปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะต้องเคยประสบกันก็คือปัญหาเน็ตช้า Wi-Fi ช้า ที่ใคร ๆ ก็ชอบบ่นกันว่า ทำไมสัญญาณ Wi-Fi อ่อนจัง ทำไมเดี๋ยวต่อได้เดี๋ยวต่อไม่ได้ บางทีต่อได้ก็เปิดเว็บไม่ค่อยขึ้น สัญญาณเต็ม 4 ขีดแต่กลับใช้ไม่ค่อยได้ ความเร็วแกว่ง หลุดบ่อย เล่นเกมแล้วแลค ฯลฯ มันเป็นเพราะอะไรกันหนอ วันนี้เราก็เลยจะมาช่วยแนะนำกันว่าสาเหตุที่ Wi-Fi ช้านั้นเกิดจากอะไรได้บ้าง และควรเช็คที่อะไร แก้ยังไง ในแบบเบื้องต้นที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไปดูกันเลย

แน่ใจนะว่าปัญหาอยุ่ที่ Wi-Fi?

ก่อนอื่นเลยต้องลองเสียบสาย LAN ดูก่อนว่ามีปัญหาเน็ตไม่นิ่งหรือสปีดตกเหมือนกับ Wi-Fi หรือไม่ ถ้าหาก LAN ก็มีปัญหาเดียวกัน แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Wi-Fi แต่เกิดจากอย่างอื่น เช่น Router มีปัญหา สายภายในมีปัญหา สายภายนอกมีปัญหา หรือแม้กระทั่งปัญหาที่เกิดจากผู้ให้บริการเอง แต่ถ้า LAN ไม่มีปัญหา ก็แสดงว่าเป็นที ่Wi-Fi

Wi-Fi ช้ากันหมดทุกเครื่องรึเปล่า?

ลองเช็กดูก่อนว่าที่เน็ต Wi-Fi ช้านั้น เป็นเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้อยู่เพียงแค่เครื่องเดียว หรือว่าเป็นกันหมดทุกเครื่อง ถ้าเกิดช้าแค่เครื่องเดียว ปัญหาก็อาจเกิดที่ตัวรับ Wi-Fi ของเครื่องนั้นมีปัญหา หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่นภายในเครื่อง เช่น ติดไวรัส ฯลฯ แต่ถ้าเกิดเป็นกันทุกเครื่อง ก็มาหาสาเหตุอื่นกันต่อ

จำนวนคนใช้ Wi-Fi

Router ทั่วไปโดยเฉพาะที่แถมมาจากผู้ให้บริการ ถ้าหามีคนใช้ Wi-Fi พร้อมกันมาก ๆ เช่น มากกว่า 10 คน ก็อาจทำให้เน็ตช้าได้ การเปลี่ยนไปใช้ Router ที่รองรับจำนวนคนมากขึ้นก็จะช่วยได้ แต่ถ้ามีคนโหลดไฟล์หรือโหลดบิทกันเยอะ ๆ อันนี้คงต้องคุยกันเองหรือไม่ก็หา Router ที่มีฟีเจอร์ QOS หรือ Bandwidth Limiter มาใช้

ตำแหน่งการวาง Router

Router ที่ทำหน้าที่ปล่อยสัญญาณ Wi-Fi นั้นไม่ควรวางใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด เช่น แอร์ ไมโครเวฟ หรือตู้เย็น เนื่องจากอาจมีสัญญาณรบกวนได้ และไม่ควรวางไว้ในมุมอับที่มีสิ่งของบังหรือกีดขวาง

Channel ของ Wi-Fi

ให้ลองโหลดโปรแกรม Acrylic WIFI สำหรับ Windows หรือ WIFI Explorer สำหรับ Mac หรือแอพ Wifi Analyzer เพื่อดูว่าสัญญาณ Wi-Fi ในละแวกนั้นมีเยอะแค่ไหน และใช้ Channel ไหนกันบ้าง แล้วมันซ้อนทับหรือชนกับ Channel Wi-Fi ที่เราใช้อยู่หรือไม่ เพราะอาจทำให้สัญญาณดรอป โดยให้เข้าไปปรับในหน้า Admin ของ Router หัวข้อเกี่ยวกับ Wireless Lan เพื่อย้ายไปใช้ Channel ที่ไม่ชนกับของคนอื่นหรือชนน้อยที่สุด หรือเปลี่ยนไปใช้ Wi-Fi ac 5GHz แทน เพราะจะมี Channel ว่างให้ใช้เยอะมากกว่า แต่ทั้งตัว Router และอุปกรณ์ที่รับ Wi-Fi จะต้องรองรับ Wi-Fi ac ด้วย

ระยะห่างจากตัว Router

กรณีที่นั่งเล่นเน็ตอยู่ห่างจากตัว Router เกิน 5-10 เมตร (ขึ้นอยู่กับ Router) หรืออยู่คนละห้อง ก็อาจทำให้สัญญาณดรอป ซึ่งวิธีนี้สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการซื้อ Router ที่มีกำลังส่งสูงขึ้น แต่วิธีที่ดีกว่านั้นก็คือการซื้อ Router อีกตัวหนึ่งที่รองรับการกระจายสัญญาณ (Repeater) เพื่อทำหน้าที่รับ Wi-Fi มาปล่อยต่อให้กว้างไกลขึ้น หรือเลือกใช้ Powerline ที่ใช้การแชร์เน็ตผ่านสายไฟบ้าน

ปัญหาเกิดจากตัว Router เองรึเปล่า?

ในบางกรณีต้นเหตุอาจไม่ได้มาจากอะไรเลย แต่ดันมาจาก Router ที่เราใช้อยู่เองซะงั้น เช่น Router ที่แถมมาจากผู้ให้บริการอาจไม่รองรับความเร็ว Wi-Fi มากพอ หรือ Router อาจเสื่อมสถาพ ทำให้การปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ผิดปกติ ไม่สเถียร แต่จะรู้ได้ไงว่าเสื่อม? ถ้าเอาง่าย ๆ เลยก็หา Router ตัวอื่นมาทดลองดูว่ามีอาการเดียวกันหรือไม่ ถ้า Router ตัวอื่นไม่มีปัญหาก็แสดงว่าตัวที่เราใช้อยู่นั้นเสื่อมแล้ว ส่งเคลมโลด

ยังไงมีสายก็ดีกว่าไร้สาย

จริงอยู่ที่การใช้ Wi-Fi นั้นมันสะดวกกว่า แต่ถ้าเทียบเรื่องความแรงและความเสถียรแล้ว ยังไงสาย LAN ก็กินขาดแน่นอน สำหรับมือถือหรืออุปกรณ์พกพานั้นคงไม่มีทางเลือกเพราะต้องใช้ Wi-Fi เท่านั้น แต่สำหรับ PC, Notebook หรือเครื่องเกมนั้น ถ้าหากสามารถใช้สาย LAN ได้ก็จะดีกว่า หรือกรณีอยู่ห่างจาก Router ก็อาจใช้ Powerline แทนก็ได้เช่นกัน ซึ่งเน็ตผ่านสายไฟนั้นมีความสเถียรแทบจะไม่ต่างจากสาย LAN เลยทีเดียว แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ควรอยู่ในตู้เบรกเกอร์เดียวกัน ไม่งั้นสัญญาณจะดรอป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.iaumreview.com/

โปรเน็ตเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/net.dtac.kaidee/?ref=your_pages.
#netdtackaidee #สมัครเน็ตดีแทคโปรเน็ตดีแทคเน็ตดีแทคdtacเน็ตดีแทครายวันโปรเน็ตขายดี
5 วิธีง่ายๆ ชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตให้เต็มเร็วที่สุด

5 วิธีง่ายๆ ชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตให้เต็มเร็วที่สุด

ในปัจจุบันเรียกได้ว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตส่วนใหญ่แต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อล้วนสูบแบตเตอรี่ลงฮวบๆ กันเลยทีเดียว ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาของใครหลายๆคน แต่ละครั้งจะชาร์จแบตเตอรี่ของเจ้านั่นให้มันเต็มไวๆ ก็แสนจะยากเย็น ในแต่ละครั้งต้องมีอย่างต่ำ 4-6 ชั่วโมงเลยละครับกว่าแบตเตอรี่จะเต็ม วันนี้จึงขอแนะนำทิปง่ายๆ ชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตให้เต็มไวที่สุด ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้างนั้นไปชมกันเลยครับ

1. ปิดเครื่อง

เรียกได้ว่าขอแนะนำกันดื้อๆ เลยละครับ กับวิธีที่เร็วที่สุดในการชาร์จแบตเตอรี่ของมือถือ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตให้เต็มได้ทันใจ ก็คือการปิดเครื่องชาร์จ ด้วยการปิดเครื่องชาร์จนั้นทำให้พลังงานที่ตัวอะแดปเตอร์จ่ายออกมาจะเข้าไปตรงๆ กับแบตเตอรี่เท่านั้น โดยไม่ต้องจ่ายมาเลี้ยงตัวเครื่อง ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ไว้ที่สุด แต่แน่นอนวิธีนี้ก็ก็ทำให้ขาดการติดต่อไปด้วย เหมาะอย่างยิ่งกับการชาร์จที่เวลาเราเร่งรีบ หรือไม่จำเป็นต้องติดต่อกับใครๆ

2. เข้าโหมดเครื่องบิน

เปิดโหมด Airplane ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ใช้ได้เลยละครับ ด้วยเป็นโหมดเครื่องบินนี้เองจะตัดการเชื่อมต่อทั้งหมด ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้น ซึ่งพลังงานที่ได้มาจะจ่ายเฉพาะชาร์จแบตเตอรี่และเลี้ยงอุปกรณ์บางส่วนทำให้ชาร์จเต็มได้ไวขึ้น เหมาะกับเพื่อนๆ ที่ต้องการชาร์จแบตเตอรี่อย่างรวดเร็วเร็ว แต่ก็ยังต้องการใช้งานสมาร์ทโฟนอยู่

3. ปิดการเชื่อมต่อข้อมูล

ถ้ายังจำเป็นต้องใช้งานสมาร์ทโฟนอยู่เพื่อติดต่อต่างๆ ทางโทรศัพท์ก็ขอแนะนำอีกหนึ่งทางเลือกอย่างๆ ให้เพื่อนๆ ปิด Data หรือการเชื่อมต่อข้อมูลซะเลย ซึ่งมันจะช่วยให้ชาร์จแบตเตอรี่เต็มไว้ขึ้นละครับ เพราะถ้าวัดกันจริงๆแล้วเวลาโทรศัพท์ กับใช้งานเชื่อมต่อข้อมูลมันใช้แบตเปลืองพอๆกันเลยละครับ เพราะฉะนั้นถ้าปิดการเชื่อมต่อข้อมูลไปจะช่วยให้สามารถชาร์จแบตได้ไวขึ้นอีกนิดนึงครับ

4. งดเล่นระหว่างชาร์จ

แต่ถ้าท่านยังจำเป็นต้องรอสายเรียกเข้า รวมถึงอาจจะรอแชท รอ Line รอ Facebook หรืออยากเมาส์มอยแล้วละก็ ผมขอแนะนำเวลาต่อสายชาร์จอยู่ อย่าเล่นระหว่างชาร์จ ให้วางเครื่องทิ้งไว้เลย และให้หยิบขึ้นมาดูเฉพาะมีสาย หรือเตือนข้อความเข้าเท่านั้น แต่ถ้าเทียบวิธีอื่นแล้ว วิธีนี้จะชาร์จแบตเตอรี่ได้ช้ามากๆเลยละครับ และเพื่อนๆ หลายๆ คนอาจจะทำไม่ได้ เพราะเผลอเอามาเล่นตลอดเวนั่นเอง

5. เปลี่ยน ADAPTER รวมถึงสายชาร์จ

 วิธีสุดท้ายถ้าเพื่อนๆ จำเป็นต้องใช้งานระหว่างชาร์จ ก็อาจจะต้องลงทุนเปลี่ยน Adapter ที่สามารถจ่ายไฟได้เร็วขึ้น และจ่ายไฟได้เยอะขึ้น เช่นเปลี่ยน Adapter จากสมาร์ทโฟนมาใช้ของ Tablet ซึ่งจะทำให้จ่ายไฟเร็วขึ้นกว่า Adapter เดิมๆอย่างน้อยๆก็ 1.5 – 2 เท่าเลย แต่ถ้าใช้บ่อยๆก็อาจจะมีส่วนทำให้แบตเตอรี่เสื่อมไวได้นิดหน่อยนะครับ เพราะยิ่งไฟจ่ายเยอะขึ้นตัวแบตเตอรี่ก็จะร้อนขึ้นนั่นเองละครับ รวมถึงสายชาร์จที่อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นของที่มีมีคุณภาพที่ดีขึ้น หรือแพงหน่อย ก็จะช่วยสามารถจ่ายไฟได้ดีขึ้นนั่นเอง อ่อเกือบลิมไปขอแนะนำอย่าใช้สายชาร์จที่ยาวที่เกินไปหรือถ้าอยากใช้ยาวก็ต้องใช้ราคาสูงขึ้นนะครับ ไม่อย่างงั้นตัวสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอาจเกิดการเสียหายได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.acerspace.com/

https://www.facebook.com/net.dtac.kaidee/?ref=your_pages.
#netdtackaidee #สมัครเน็ตดีแทคโปรเน็ตดีแทคเน็ตดีแทคdtacเน็ตดีแทครายวันโปรเน็ตขายดี

ทำได้ง่ายๆ สสส. แนะ วิธีทำความสะอาดมือถือ ลดเสี่ยงโควิด-19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (Covid-19) ที่กำลังระบาดหนักในประเทศไทย โดยวันนี้กระทรวงสาธารณสุขแถลงพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่ม 127 ราย, ผู้ป่วยยอดสะสมทั้งหมด 1,651 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิตรวม 10 ราย

ล่าสุด สสส. ได้แนะวิธีทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้งานเป็นประจำ ส่งผลให้มือถือกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคมากที่สุด

  • วิธีทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่ : ใช้น้ำเปล่า สบู่เหลว (วิธีนี้ใช้ได้กับโทรศัพท์บางรุ่น) และผ้าไมโครไฟเบอร์ (วิธีนี้ใช้ได้กับโทรศัพท์ทุกรุ่น)

ความสามารถในการทนน้ำของโทรศัพท์อาจลดลงจากการใช้งานปกติความเสียหายที่เกิดจากของเหลวไม่อยู่ในเงื่อนไขการรับประกัน

ผ้าที่นำมาเช็ดมือถือไม่ควรเป็นผ้ามีขุย แนะนำเป็นไมโครไฟเบอร์หรือ Wipe ทำความสะอาดมือถือโดยเฉพาะ จะช่อยถนอมหน้าจอโทรศัพท์ได้ดี

  • วิธีทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ : ใช้แอลกอฮอล์ (ใส่ขวดแบบสเปรย์ฉีด)

เป็นวิธีที่ค่ายมือถือไม่แนะนำให้ใช้แอลกอฮอล์เพราะอาจทำให้หน้าจอเสียหายได้ เนื่องจากมีสารเคลือบ Oleophobic เป็นสารเคลือบป้องกันรอย แต่ในสถานการณ์ COVID-19 ต้องอนุโลมให้ใช้แอลกอฮอล์ได้ ตัวอย่างจากการประกาศของค่าย Apple เป็นครั้งแรก

2. เคสโทรศัพท์มือถือ

  • ผู้ที่ใช้เคสแบบซิลิโคนควรเปลี่ยนมาใช้แบบพลาสติกก่อน เพื่อความง่ายในการทำความสะอาด
  • วิธีทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่ : ใช้น้ำเปล่า สบู่เหลว และผ้าไมโครไฟเบอร์ หลังทำความสะอาดอย่าลืมรอให้โทรศัพท์มือถือและเคสแห้งก่อนที่จะประกอบเข้าด้วยกัน

ข้อควรระวังอื่นๆ 

  • ล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ ทั้งก่อนและหลังใช้มือถือ
  • ไม่นำโทรศัพท์มือถือเข้าไปใช้ในห้องน้ำเด็ดขาด
  • ไม่แนะนำให้ใช้สิ่งของเหล่านี้ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ น้ำยาเช็ดกระจกหรือน้ำยาทำความสะอาดห้องครัว และ กระดาษทิชชูแบบแข็งๆ เสี่ยงเกิดรอยขีดข่วน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.brighttv.co.th/

https://www.facebook.com/net.dtac.kaidee/?ref=your_pages.

#netdtackaidee

#สมัครเน็ตดีแทคโปรเน็ตดีแทคเน็ตดีแทคdtacเน็ตดีแทครายวันโปรเน็ตขายดี

6 สัญญาณเตือนของมือถือแบตเตอรี่เสื่อม ดูยังไงมาดูกัน

6 สัญญาณเตือนของมือถือแบตเตอรี่เสื่อม ดูยังไงมาดูกัน

1. แบตเตอรี่ลดเร็วกว่าปกติ
ถ้าหากปกติแบตเตอรี่เมื่อชาร์จเต็มแล้วสามารถใช้งานได้ทั้งวันแบตเตอรี่จึงจะใกล้หมด แต่ถ้าหากแบตเตอรี่เริ่มหมดเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เช่น ใช้ได้ไม่ถึงครึ่งวันหรือหมดเร็วกว่านั้น ก็เป็นตัวบ่งบอกว่าแบตเตอรี่นั้นมีการเสื่อมสภาพค่อนข้างมากแล้ว รวมทั้งเปอร์เซ็นต์ของแบตเตอรี่ที่ลดลงเรื่อย ๆ ขณะใช้งานถ้าหากลดครั้งละหลายเปอร์เซ็นต์ก็เป็นอาการของแบตเตอรี่เสื่อมเช่นกัน (ตามปกติแล้วจะลดครั้งละ 1%)

2. ความจุไฟลดลง
แบตเตอรี่เมื่อผ่านการใช้งานแล้วความจุลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุการใช้งาน ซึ่งแบตเตอรี่ที่เริ่มเสื่อมสภาพจะมีความจุไฟน้อยกว่าแบตเตอรี่ใหม่ ๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยส่งผลให้เวลาชาร์จจะเต็มไวกว่าปกติ และแบตเตอรี่ก็จะหมดเร็วกว่าปกติ

3. ปริมาณแบตเตอรี่ไม่คงที่
ปริมาณของแบตเตอรี่ที่แสดงเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์นั้น ในกรณีที่แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพอาจมีอาการแสดงเปอร์เซ็นต์ฺไม่คงที่ เช่น เพิ่งชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 100% แต่ผ่านไปไม่กี่นาทีแบตเตอรี่ก็ลดลงเหลือ 70% แต่พอผ่านไปสักพักกลับขึ้นมาเป็น 85% ทั้งที่ไม่ได้ชาร์จเพิ่ม

4. เครื่องดับแบบไร้สาเหตุ
ถ้าหากมีอาการเครื่องดับขณะใช้งานตามปกติ โดยที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอย่างอื่น เช่น เครื่องค้างหรือแอปฯ ค้าง รวมทั้งการที่เครื่องดับขณะที่ไม่ได้ใช้งาน คือเมื่อหยิบเครื่องมาจะใช้งานก็พบว่าเครื่องดับไปเสียแล้ว อาการดังกล่าวก็อาจมาจากแบตเตอรี่เสื่อมด้วยเช่นกัน

5. แบตเตอรี่บวม
แบตเตอรี่ที่เสื่อมมาก ๆ อาจมีอาการปูดบวมของตัวแบตเตอรี่ ซึ่งถ้าหากเป็นมือถือสมัยก่อนที่สามารถเปิดฝาถอดแบตเตอรี่ออกมาดูได้ก็จะสามารถมองเห็นได้ชัด แต่สำหรับมือถือยุคใหม่ที่เปิดฝาหลังเครื่องไม่ได้ ถ้าหากแบตเตอรี่บวมก็อาจดันฝาหลังหรือหน้าจอให้ปูดบวมหรืออ้าเผยอขึ้นมา


6. แบตเตอรี่ใช้มาหลายปีแล้ว

อายุการใช้งานของแบตเตอรี่นั้นตามปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2-4 ปี ซึ่งถ้าหากแบตเตอรี่นั้นมีการใช้งานมามากกว่า 2 ปีแล้วมีอาการต่าง ๆ ตาม 5 ข้อข้างบน ก็ยิ่งสามารถฟันธงได้ว่าแบตเตอรี่น่าจะเสื่อมแน่ ๆ โดยยิ่งแบตเตอรี่ผ่านการใช้งานมานานเท่าไรก็จะยิ่งมีโอกาสเสื่อมมากขึ้นเท่านั้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.whatphone.net

โปรเน็ตเพิ่มเติมคลิ๊ก
https://www.facebook.com/net.dtac.kaidee/?ref=your_pages.

#netdtackaidee

#สมัครเน็ตดีแทคโปรเน็ตดีแทคเน็ตดีแทคdtacเน็ตดีแทครายวันโปรเน็ตขายดี

NEWS & UPDATE5 เทคนิคเพิ่มความปลอดภัย เมื่อต้องทำงานผ่านสมาร์ทดีไวซ์

NEWS & UPDATE5 เทคนิคเพิ่มความปลอดภัย เมื่อต้องทำงานผ่านสมาร์ทดีไวซ์

ขณะที่เทรนด์การทำงานจากที่บ้านหรือ Work From Home” กับการทำงานแบบ BYOD (Bring Your Own Device) คือการนำอุปกรณ์ไอทีส่วนตัวมาใช้ในการทำงานร่วมกันได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก แน่นอนว่าการใช้งานลักษณะนี้ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อีกทั้ง ยังเป็นการเปิดช่องโหว่ให้เหล่าอาชญากรไซเบอร์หรือแฮกเกอร์ฉวยโอกาสสร้างความเสียหายแก่ผู้ใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตหลายรูปแบบ ทั้งการตั้งเว็บไซต์ปลอม แพร่มัลแวร์ผ่านอีเมลฟิชชิ่ง (Phishing) หรือเผยแพร่ข้อมูลปลอม (Fake news)

นักวิจัยของแคสเปอร์สกี้[1] ได้ตรวจพบว่าเหล่าอาชญากรไซเบอร์กลุ่มนี้ใช้ความหวาดกลัวต่อโรคระบาดของคน โดยการปลอมแปลงเอกสารให้มีลักษณะคล้ายกับอีเมล์ของหน่วยงานภาครัฐ แล้วเมื่อไรที่ผู้ใช้กดเปิดลิงก์ที่แนบมาก็อาจถูกดึงข้อมูลไปได้ ดังนั้นการที่พนักงานออฟฟิศส่วนมากที่ใช้สมาร์ทดีไวซ์ส่วนตัวมาเรียกใช้ข้อมูลของหน่วยงาน อาทิ อ่านอีเมล์ของหน่วยงานผ่านแท็บเล็ตส่วนตัว ใช้โปรแกรมแชทแอปพลิเคชั่นพูดคุยเรื่องเนื้อหาในการทำงาน รวมถึงส่งข้อมูลสำคัญของบริษัทผ่านสมาร์ทโฟนส่วนตัวก็อาจเกิดอันตรายต่อการโจรกรรมข้อมูลได้

สมาร์ทดีไวซ์แบบไหนที่มั่นใจได้ในเรื่อง ความปลอดภัย

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ให้ความสำคัญมากกับความปลอดภัยของข้อมูลที่มาพร้อมกับสมาร์ทดีไวซ์ทุกชนิดบนทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต แน่นอนว่า ข้อดีของการใช้สมาร์ทดีไวซ์ของตนเองในการทำงาน คือ ความสะดวก รวดเร็วในการเข้าถึงทั้งข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลบริษัท ไม่ต้องถ่ายโอนไฟล์ไปมา รวมถึงความคุ้นเคยในการใช้อุปกรณ์ แต่อย่างไรก็ตามความสะดวกสบายเหล่านี้อาจมาพร้อมกับความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญๆ ดังนั้น ข้อแนะนำการเลือกซื้อสมาร์ทดีไวซ์ ที่มาใช้งานมีดังนี้

  1. มีแพลตฟอร์มด้านความปลอดภัย: สมาร์ทโฟนควรได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดเครื่อง โดยควรเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกฝังอยู่ในเครื่องตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต และมีระบบมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลขั้นสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดย “ซัมซุง น็อกซ์” (Samsung Knox) มีระบบความปลอดภัยในระดับเทียบเท่ากับที่ใช้ในหน่วยงานความมั่นคง (Defense-grade security) ที่ประกอบไปด้วยการป้องกันและกลไกด้านความปลอดภัยที่ซ้อนกันหลายระบบช่วยป้องกันการบุกรุก มัลแวร์ และภัยคุกคามอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมีมากับสมาร์ทโฟนและแท๊บเล็ตของซัมซุง กาแลคซี่ ทุกรุ่น
  1. มีการยืนยันตัวตนแบบไบโอเมตริกซ์: การพกพาสมาร์ทดีไวซ์ไปด้วยทุกที่อาจมีความเสี่ยงที่อุปกรณ์จะ สูญหายหรือถูกขโมยข้อมูลสำคัญ ดังนั้นการยืนยันตัวตนแบบไมโอเมตริกซ์หรือการพิสูจน์ตัวตนด้วยการจดจำใบหน้าและลายนิ้วมือ จะช่วยให้มั่นใจว่าคุณเป็นคนเดียวที่ใช้งานสมาร์ทโฟนเครื่องนั้นได้ อีกทั้งยังง่ายยิ่งขึ้นเมื่อใช้งานร่วมกับ Samsung Pass ที่จะช่วยจดจำพาสเวิร์ดสำคัญ ให้คุณเข้าถึงการใช้งานแอปพลิเคชั่นที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย เพียงแค่ใช้การมองหรือสัมผัส ผ่านการทำงานของเทคโนโลยี FIDO (Fast Identity Online) เพื่อให้การตรวจสอบถูกต้องอย่างแท้จริง
  1. มีพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวสมาร์ทโฟนถือเป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์ เปรียบได้ทั้งเป็นกระเป๋าสตางค์ สมุดโทรศัพท์ อัลบั้มภาพถ่าย คอมพิวเตอร์พกพา ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้ใช้งานควรสร้างพื้นที่เข้ารหัสแยกเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวอีกชั้นหนึ่ง โดย Secure Folder จะเก็บข้อมูลของคุณเพื่อให้คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะเข้าใช้งานส่วนที่เป็นส่วนตัวที่สุดของโทรศัพท์
  1. สามารถการป้องกันการเชื่อมต่อที่อันตรายการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi สาธารณะ อาจทำให้ผู้ที่ไม่หวังดีเห็นข้อมูล ดักจับ แอบอ้างหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ใช้ได้ จึงควรเลือกสมาร์ทโฟนที่มี Secure Wi-Fi เพื่อเข้ารหัส คุมปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตขาออกและปิดการใช้งานแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่ติดตาม จะช่วยให้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัยในการเชื่อมต่อไร้สายสาธารณะโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีการละเมิดความปลอดภัย

  1. สามารถแบคอัพข้อมูลยามฉุกเฉิน: เมื่อเกินเหตุไม่คาดฝัน อย่างเช่น เครื่องหายหรือโดนขโมย การที่เรายังสามารถติดตามเครื่องหรือจัดการกับข้อมูลในเครื่องได้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดย Find My Mobile service ของซัมซุงจะอนุญาตให้คุณเข้าถึงตำแหน่งของโทรศัพท์ได้ แบคอัพข้อมูลไปยัง Samsung Cloud, ล็อคหน้าจอ, ล็อคโทรศัพท์ และถ้าคุณต้องการยังสามารถลบข้อมูลทั้งหมดได้อีกด้วย

เพราะความปลอดภัยในข้อมูลของลูกค้าคือสิ่งที่ซัมซุงให้ความสำคัญมากที่สุด ดังนั้นผู้ใช้จึงมั่นใจได้ว่าหากคุณเลือกสมาร์ทโฟนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ รับรองได้เลยว่าคุณจะหมดกังวลเรื่องเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นพร้อมทั้งได้ขยายขีดจำกัดการทำงานจากที่บ้านให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.whatphone.net

โปรเน็ตเพิ่มเติมคลิ๊ก
https://www.facebook.com/net.dtac.kaidee/?ref=your_pages.

#netdtackaidee

#สมัครเน็ตดีแทคโปรเน็ตดีแทคเน็ตดีแทคdtacเน็ตดีแทครายวันโปรเน็ตขายดี

Facebook Messenger Room เปิดตัวแล้ว เพิ่มฟีเจอร์ประชุมได้พร้อมกับถึง 50 คน

Facebook Messenger Room เปิดตัวแล้ว เพิ่มฟีเจอร์ประชุมได้พร้อมกับถึง 50 คน

ในช่วงที่แอปประชุมทางไกล Zoom ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงวิกฤติ COVID-19 เนื่องจากได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื่อโรคร้าย ทางด้าน Facebook ก็มีแอป Messenger ที่รองรับการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอคอล แต่มีข้อจำกัดในจำนวนผู้ที่ใช้พร้อมกัน และผู้ใช้ทุกคนต้องมีแอคเคานต์ของ Facebook ด้วย

ล่าสุด Facebook ได้เปิดตัว Messenger Room ที่จะมาแข่งกับ Zoom อย่างเต็มตัว

Messenger Rooms สามารถรองรับการประชุมทางไกลออนไลน์ได้พร้อมกันสูงสุดถึง 50 คน โดยผู้ใช้สามารถเข้าร่วมห้องสนทนาได้อย่างง่ายดายผ่านลิงก์ที่ผู้สร้างห้องสนทนาสร้างขึ้น และผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องมีแอคเคานต์ Facebook ก็ได้

ในช่วงที่แอปประชุมทางไกล Zoom ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงวิกฤติ COVID-19 เนื่องจากได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื่อโรคร้าย ทางด้าน Facebook ก็มีแอป Messenger ที่รองรับการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอคอล แต่มีข้อจำกัดในจำนวนผู้ที่ใช้พร้อมกัน และผู้ใช้ทุกคนต้องมีแอคเคานต์ของ Facebook ด้วย

ล่าสุด Facebook ได้เปิดตัว Messenger Room ที่จะมาแข่งกับ Zoom อย่างเต็มตัว

Messenger Rooms สามารถรองรับการประชุมทางไกลออนไลน์ได้พร้อมกันสูงสุดถึง 50 คน โดยผู้ใช้สามารถเข้าร่วมห้องสนทนาได้อย่างง่ายดายผ่านลิงก์ที่ผู้สร้างห้องสนทนาสร้างขึ้น และผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องมีแอคเคานต์ Facebook ก็ได้

อีกทั้งผู้ที่สร้างห้องสนทนายังสามารถเลือกได้ว่าใครจะเห็นและเข้าร่วมการสนทนาได้บ้าง และลบผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้เข้าร่วมการสนทนาได้

นอกจากนี้ Messenger Rooms ยังไม่จำกัดเวลาในการประชุมออนไลน์ และถ้าหากผู้ใช้เข้าร่วมการสนทนาของ Room ผ่านแอป Messenger ก็จะสามารถใช้เอฟเฟก AR และฟีเจอร์ใหม่สำหรับเปลี่ยนภาพพื้นหลังและโทนแสงได้อีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก beartai.com

https://www.facebook.com/net.dtac.kaidee/?ref=your_pages.

#netdtackaidee

#สมัครเน็ตดีแทคโปรเน็ตดีแทคเน็ตดีแทคdtacเน็ตดีแทครายวันโปรเน็ตขายดี